ฝัน กล้า บ้า บิ่น .. ปรีชา ซูซูกิ
  • 29 พฤษภาคม 2019 at 17:02
  • 3947
  • 0

เด็กร้านอะโกโก้, บาร์เทนเดอร์ผับ สู่พนักงานโรงแรม 5 ดาว เลือกทิ้งอาชีพที่มั่นคง เพื่อล่าฝันในวัยเด็กที่รอไม่ได้ ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครของ ปรีชา ซูซูกิ

 

 

ปรีชา วงษ์ศรีแก้ว หรือปัจจุบันที่เราคุ้นกันในชื่อ ปรีชา ซูซูกิ เด็กจากครอบครัวชาวนาใน อ.กุดชุม จ.ยโสธร ที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งชื่อเล่นว่า “จุ้ย” ช่วงวัยเด็กไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายนัก ความสุข สนุกสนานมักเกิดขึ้นที่สนามฟุตบอลที่ช่วยให้เขาลืมทุกข์ไปได้ชั่วขณะ เด็กคนนี้มีฝีเท้าดีประมาณหนึ่ง แม้ไม่ได้เรียนโรงเรียนดังในจังหวัด แต่เขาก็มีชื่อลุยโค้กคัพของ จ.ยโสธร ที่ทีมชุดนั้นไปไกลถึงรอบประเทศ อย่างไรก็ตามบททดสอบของเขาก็มาตั้งแต่เริ่มเมื่อประสบปัญหาหมอนรองกระดูกเข่าแตก จนฝันใหญ่ของเด็กบ้านนอกรายนี้แทบจบลงตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเท่าไหร่นัก

 

“ตอนนั้นเจ็บหนัก เข่าซ้ายหมอนรองกระดูกแตก เราไม่สามารถเล่นได้ต่อ เราไม่รู้หรอกตอนนั้นว่าเราเจ็บหนักขนาดไหน วิธีรักษาก็ไม่รู้ เราอยู่บ้านนอก อยู่ไกล ได้แค่นวด แค่ประคบ ทายา หลังๆ ไปหาหมอก็เริ่มมีเจาะน้ำออก แต่เราไม่มีเงินที่ไปผ่าตัดถึงขนาดนั้น เราเป็นหนักเลยแหละ”

 

“ตอนนั้น 17-18 เรามีความหวังเยอะ แต่เมื่อก่อนบอลมันไม่บูม มันยากมากเมื่อก่อน แต่ความฝันมีอยู่แล้ว ช่วงมัธยม 5-6 เราเล่นไม่ได้ เล่นก็ไม่ดี ไม่โอเคเพราะเราเจ็บจากโค้กคัพมา แต่เพื่อนในรุ่นที่เล่นโค้กคัพก็เข้าไปเรียนต่อกรุงเทพฯเกือบทั้งรุ่นเลยนะ เราก็ผิดหวังที่เราเล่นไม่ได้นั่นแหละ พอจบมัธยม 6 เราก็ตัดสินใจว่าเราน่าจะไม่ได้ไปต่อในทางนี้แล้ว”

 

พอจบมัธยม 6 คุณแม่จุ้ย ส่งเสียให้เรียนต่อที่วิทยาลัยพลศึกษามหาสารคาม ในคณะการโรงแรม ซึ่ง “จุ้ย” ก็ยังพยายามหาโอกาสในการกลับไปเล่นอยู่เสมอ เข้าไปคัดตัวนักกีฬาวิทยาลัยจนติดมีชื่อไปแข่งขันทว่าสุดท้ายก็ต้องถอนตัวเมื่ออาการเจ็บเริ่มกลับมาถามหาเข่าเขาอีกครั้ง .. ความฝันในใจดูมีอุปสรรคเยอะเหลือเกินจนสุดท้ายเขาเลือกหยุดแล้วหันไปทุ่มเทกับการเรียนจนสำเร็จการศึกษาในที่สุด

 

อาจเพราะจังหวะชีวิตส่งหนุ่มอีสานสู่เมืองศิวิไลซ์อย่างเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ช่วงการฝึกงาน และที่นี่เองคือจุดเริ่มต้นของชีวิตปากกัดตีนถีบที่เขาต้องออกผจญโลกของความเป็นจริง ที่ทุกบาททุกสตางค์ ด้วยความที่ไม่เกี่ยงงาน “จุ้ย” ทำหมดที่พอจะหาเงินเลี้ยงชีพได้

 

“ตอนนี้หาทางไปไม่ถูกแล้วชีวิต ตัดสินใจไม่เอาฟุตบอลแล้ว เราคิดว่ามันไม่ตอบโจทย์เราแล้วแหละตอนนั้น เอาตัวรอดก่อน พอดีรู้จักเพื่อนคนหนึ่งพาไปฝากอะโกโก้ ซึ่งผมไปผมก็ไม่รู้เลยว่างานคืออะไร ก็เป็นเด็กเฝ้าร้าน เคลียร์ขยะ เคลียร์ร้าน เงินเดือน 4,500 ทิปวันละ 100 กว่าบาท เช่าห้องก็ 2,800 แล้ว

 

“แล้วตอนนั้น พอดีมันมีร้านข้างๆ ที่เป็นดิสโก้ เขาบอกว่าร้านนี้ทิปเยอะให้ตังค์เยอะ เลยแอบวิ่งไปสมัครช่วงที่พักเบรกกินข้าวกัน อีกวันนึงไปสัมภาษณ์แล้วก็ได้ อีกเดือนหนึ่งก็ลาออก ชีวิตก็ดีขึ้นเยอะ จากเมื่อก่อนเราเป็นเด็กเคลียร์ขยะร้าน ตอนนี้เป็นบาร์เทนเดอร์ที่ทำให้เรารายได้ดีขึ้น”

 

แม้ชีวิตคนกลางคืนของ “จุ้ย” ดูไม่น่าโสภานัก แต่ด้วยความที่เขาใฝ่ดี ขยัน อดทน และยังเก็บความฝันส่วนตัวไว้อย่างดี เช่นกันกับช่วงชีวิตระหว่างเป็นบาร์เทนเดอร์เขาได้พบหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ในภายหลังเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

 

“ตอนนี้แผนในการเล่นฟุตบอลอาชีพไม่มีเลย แต่ว่าชอบเตะบอล มีบอลแถวนั้นก็เตะ ไม่ได้เล่นซีเรียสเพราะร่างกายเราไม่ได้ดีขนาดนั้น หลังจากนั้นก็อยู่ผับจนเริ่มไม่ไหวแล้ว เลยมองหางานที่มั่นคงขึ้นก็มองหางานสายโรงแรม อยู่ในระบบที่ว่าเราทำงานตอนกลางวันหรือทำงานเป็นกะ มีสวัสดิการที่ครอบคลุมเรา เพราะอยู่ผับเราต้องอาศัยทิปลูกค้าวันต่อวัน อาศัยฝีมือล้วนๆ”

 

“ผมเลยตัดสินใจลาออกมาอยู่โรงแรม ระบบดีขึ้น เรามีตัวตนมากขึ้น เราอยู่ในงานที่มันขาวขึ้น หน้าตาในสังคมก็ดี แต่เงินก็ไม่ได้เยอะแต่พออยู่ได้ แต่ผมมีเป้าหมายว่าต้องไป 5 ดาวให้ได้ ผมก็ทำได้ จากที่อยู่ 4 ดาว ใช้เวลาไปดุสิตธานีที่พัทยา อีกขั้นหนึ่งก็ไปเชอร์ราตันของอเมริกา ตอนนั้นรายได้ดีที่สุดในพัทยาตอนนั้น มันเข้ายากมาก”

 

กับภรรยาที่พร้อมเคียงข้างเสมอมา

ชีวิตของไอ้หนุ่มบ้านนอกดูลงตัวขึ้น เช่นกันกับผู้หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ยังติดต่อกันเสมอเป็นเหมือนพลังชีวิตให้ “จุ้ย” ก้าวสู่จุดสูงสุดในสายงานโรงแรมในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตามอาชีพที่ดูมั่นคง ลงตัวทุกอย่าง ไม่ใช่ปลายทางสุดท้ายที่เขาเฝ้าฝัน เสียงเรียกร้องในใจยังคงอยู่ประจวบเหมาะพอดีที่เกิดการปรับโครงสร้างลีกอาชีพในไทยครั้งใหญ่ช่วงปี 2009 และนั่นทำให้ “จุ้ย” เริ่มตามติดวงการลูกหนังไทยมากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

 

“มันมีช่วงที่บอลลีกภูมิภาคเกิดมาในบ้านเรา ช่วงปี 2009-2010 ตอนนั้นก็มาอยู่ในสายโรงแรมแล้ว แรกๆ เห็นเพื่อนที่เล่นบอลนักเรียนด้วยกันเล่นในลีกภูมิภาค เราก็ตามข่าวหนังสือพิมพ์ ในเว็บไซต์ มันยิ่งเห็นทุกวัน มันก็เฮ้ยกูก็เล่นได้นี่หว่า เพื่อนเราก็เล่นได้ เมื่อก่อนก็เล่นด้วยกัน ทำให้เรารู้สึกว่าฟุตบอลมันมีเงื่อนไขของอายุ ถ้าคุณไม่ทำตอนนี้ คุณก็ไม่ได้ทำแล้ว นอกจากคุณทำตอนนี้ตอนที่ร่างกายพร้อม”

 

ตอนนี้ “จุ้ย” มีครบ ทั้งหน้าที่การงานที่มั่นคง เงินเดือนหลักหลายหมื่นบาทต่อเดือน ทว่าเขาไม่อาจทนต่อเสียงเรียกร้องในหัวใจได้ และเลือกวางแผนการเพื่อไปสู่เส้นทางลูกหนังอาชีพให้ได้ บนวัย 24 ปี โดยแรกสุดเขาต้องรักษาหัวเข่าที่เป็นปัญหาสำคัญที่ไม่อาจทำให้เขาเล่นบอลจริงจังได้ตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยการเลือกเส้นทางที่บ้าบิ่นนี้เขาได้รับแรงสนับสนุนที่ดีจากแฟนสาวชาวญี่ปุ่นที่คอยให้การสนับสนุนเสมอ

 

 

“แรกเลยวางแผนรักษาเข่าที่เสีย หลังจากผ่าตัดก็รักษาประมาณ 8 เดือน เรามีงานที่ต้องทำ เราเอางานเป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว ต้องวางแผนจะลาอย่างไรไม่ให้โดนหักค่าจ้าง หลังฟื้นฟูหัวเข่า เราเริ่มฟิตตัวเอง เริ่มหาฟุตบอลเล่นมากขึ้นเพื่อให้ตัวเองพร้อม เริ่มเก็บวันลาไว้เพื่อรอวันที่สโมสรต่างๆ เปิดคัด รอยโสธรเปิดคัดตัว ผมคิดว่าไปคัดที่อื่นก็ไม่น่าจะได้ เพราะว่าไม่มีใครรู้จักเรา แต่ถ้าไปคัดที่ยโสฯ ทีมงาน โค้ช เขาเคยเห็นเราตอนเป็นเด็ก ผมว่ามีโอกาส อาศัยวันลาพักร้อนที่มีทั้งหมดกับแผนนี้”

 

“ผมแวะโคราชก่อน ไปขอเทส ก็ได้แค่วอร์ม แต่ผมก็คิดอยู่แล้วว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมก็ขับรถต่อไปเลยเพราะไม่ได้เป็นเป้าหมายอันดับแรก เพราะจุดหมายเราอยู่ที่สโมสรบ้านเรา ซึ่งสุดท้ายผมก็ทำได้ตามที่หวัง ได้สัญญาฉบับแรก ที่ยโสฯได้แค่ 6,500 บาท เราคิดว่าโอกาสอย่างนี้มันไม่มีอีกแล้ว ใจเรามันเรียกร้องขนาดนี้แล้ว ผมก็กลับมาลาออกจากงานโรงแรมทันที” แม้เวลานั้นเขายอมรับว่าจำต้องโกหกแฟนสาวว่าได้รับเงิน 15,000 เพื่อให้กระบวนการล่าฝันได้เดินหน้าต่อไปโดยราบรื่น

 

Cr.สโมสรฟุตบอลลำปาง เอฟซี

 

ทว่าแม้จะเริ่มต้นช้ากว่าเพื่อน แต่ “จุ้ย” ดูไปได้สวยกับเส้นทางที่เลือกเดินด้วยความตั้งใจจริง เขาใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองไม่นานนักกับทีมบ้านเกิด เมื่อผู้ใหญ่เห็นถึงผลงานเขาได้เบิ้ลค่าแรงเท่าตัว หลังจากนั้นชีวิตลูกหนังของงเขาก็เดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องสู่ ลำปาง เอฟซี, ลำพูน วอริเออร์, พังงา เอฟซี และคัมแบ็กสู่ทัพ “ราชันโคขาว”

 

ซึ่งแข้งจาก อ.กุดชุม ยืนยันว่านับตั้งแต่เลือกก้าวขามาค้าแข้งเต็มตัวไม่มีวันไหนที่เขาไม่มีความสุขเลย เช่นกันกับชีวิตนอกสนาม และความรักกับแฟนสาวชาวญี่ปุ่นที่พัฒนาความสัมพันธ์สู่ชีวิตคู่ในที่สุด

 

“ผมไม่ได้คิดเสียใจอะไร ผมแฮปปี้มากกับชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เหมือนมือเรายังกำความฝันไว้ตลอดเวลา เราไม่ได้ยึดติดกับเงินทองหรือชื่อเสียงอะไร เราต้องการแค่เราอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ รายได้ก็ไม่ได้เท่าคนอื่น แต่ว่าเราอยู่ได้ ครอบครัวก็แฮปปี้”

 

 

ครอบครัวซูซูกิในปัจจุบัน

“กับภรรยาเขาร่วมทุกข์รวมสุขมา 13 ปี ตั้งแต่สมัยที่ผมยังทำอยู่ดิสโก้ เขาเข้าใจผมที่สุด คอยสนับสนุนความฝัน และเชื่อมั่นแม้ฝันนั้นแทบไม่มีทางเป็นไปได้ แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นเรา มันก็เป็นพลังที่ทำให้เรากล้าที่จะสู้ กล้าที่จะลงมือทำ มันเหมือนฟ้าส่งคนคนนี้มาให้ผม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต”

 

กับเป้าหมายในฤดูกาล 2019 ของ ลำพูน วอริเออร์ ดาวเตะจอมเก๋าที่ปัจจุบัน อายุย่างเข้า 36 ปีแล้วเผยว่า “เป้าหมายปีนี้ต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลง มีการเทกโอเวอร์ เจ้านายใหม่มา เป้าหมายแน่นอน เป้าหมายสูงสุดคือการเลื่อนชั้น ก็อยากมีส่วนร่วมที่จะเลื่อนชั้นให้ได้ เพราะว่าเป็นฤดูกาลสุดท้าย ว่าจะแขวนสตั๊ดปีนี้ ซึ่งผมก็วางแผนกับครอบครัวแล้วว่าจะไปหาทำธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่น”

 

 

ดาวเตะที่เริ่มจากการทำงานร้านอะโกโก้, บาร์เทนเดอร์ สู่พนักงานโรงแรม 5 ดาว ก่อนจะหวนกลับมาทำในสิ่งที่ฝันไว้มานานกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมเป็นสายแสวงหาความฝันตัวเอง เราก็ต้องวางแผน สำหรับน้องๆ ที่ยังไม่มีต้นสังกัดที่อยากจะเป็นนักบอลอาชีพ เราก็ต้องรอโอกาส พยายามหาโอกาสที่เหมือนมันมีน้อยมาก วางแผนดีๆ อดทนรอโอกาส เมื่อได้โอกาส อย่าทิ้งมัน อย่าละสายตาจากมัน เอาให้ได้ เราต้องทำมากกว่าคนที่เขามีภาษี นักบอลที่มีโปรไฟล์ แต่เราโนเนม เราต้องทำให้มากกว่า อดทนมากกว่า เราต้องรอโอกาสนั้น และเมื่อโอกาสมาถึงตั้งใจทำมันให้สุดความสามารถครับ”