เรียกข้าว่า แมว 9 ชีวิต .. ภูวดล สุวรรณชาติ

ดารานักบอลเงินแสนถูกเฉดหัวจากแคมป์ทีมชาติ เกือบแขวนสตั๊ดด้วยฤทธิ์สุรา กลับตัวกลับใจสู่เส้นทางลูกหนัง กองหน้าวัยเก๋าที่ยังมีไฟเต็มเปี่ยม และนี่คือซีรีส์ชีวิตลูกหนัง "ดัมมี่" ภูวดล สุวรรณชาติ กองหน้าเสือเฒ่าวัย 37 ที่ยังไม่หมดไฟในการล่าตาข่าย

 

Cr.Watbot City

 

เด็กบ้านนอกมากพรสวรรค์

 

เด็กน้อยที่เกิดในครอบครัวชาวนาใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เริ่มชื่นชอบการไล่หวดลูกหนังไม่แตกต่างจากเด็กชายทั่วๆ ไป กระทั่งเริ่มฉายแววเด่นตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเล่นในตำแหน่งกองหลัง ด้วยระดับฝีเท้า และความมั่นใจที่มีมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน และก็เป็นสโมสรบ้านเกิดที่มอบสัญญาอาชีพให้ ตั้งแต่ยังสวมผ้าใบเรียนอยู่ชั้นมัธยม 5 เท่านั้น

 

"ผมเริ่มเล่นฟุตบอลนักเรียน ฟุตบอลของ จ.ศรีสะเกษ กีฬาแห่งชาติต่างๆ ก็ได้อาจารย์ที่โรงเรียนมัธยมส่งเข้ามาอยู่ศรีสะเกษ ก็ได้เข้ามาเล่นบอลลีกกับศรีสะเกษในยุคแรกๆ เริ่มได้เงินเดือนตั้งแต่เรียนระดับม.5 ได้เดือนละ 3,500 บาทครับ"

แต่ด้วยทักษะลูกหนังที่พัฒนารวดเร็ว ก็ส่งเจ้าหนุ่มดัมมี่ได้ทุนเรียนต่อจังหวัดใกล้เคียงที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่นี่โชคชะตาได้นำพาไปพบบรมครูผู้ล่วงลับโดยบังเอิญ

 

"ผมเรียนที่ราชภัฏอุบลเรียนด้วย และเล่นให้ทีมศรีสะเกษด้วย ก็ได้อธิการบดี ม.ราชภัฏอุบล เป็นคนปลุกปั้นมา ที่นี่เองผมหันมาเอาจริงจังในตำแหน่งศูนย์หน้า ผมก็ได้โอกาสติดทีม ม.ราชภัฏอุบล ไปเล่นกีฬามหา'ลัย จำได้ว่าที่โคราช ที่นี่ผมมีโอกาสได้พบ น้าก๊อก (พงษ์พันธุ์ วงษ์สุวรรณ) ท่านชื่นชอบฝีเท้าผม และชักชวนไปเล่นสโมสรทีโอที ในกรุงเทพ ก็ใช้เวลาตัดสินใจไม่นานเลยครับ เราตัดสินใจหอบเสื้อผ้า แล้วออกไปตามล่าฝันที่เมืองหลวง"

 

 

ขุนพลหนุ่มชุดแชมป์สุดท้ายกับทัพ "ฮัลโหล"

 

 

Cr. solo one : http://topicstock.pantip.com

 

ภูวดล แสนกล้า ชื่อเสียงเรียงนามในเวลานั้น เข้ามาผนึกกำลังกับขุมกำลังพลังหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกันอย่าง สุเชาว์ นุชนุ่ม, กิตติคุณ แจ่มสุวรรณ, จักรพงษ์ (นนทพันธ์) เจียรสถาวงศ์, สุชนม์ สงวนดี, ไกรสรณ์ ศรียันต์ ฯลฯ โดยมีผู้เล่นซีเนียร์อย่าง ประเวช บริบูรณ์, อนุรักษ์ ศรีเกิด เมื่อบวกกับกึ๋นของ พงษ์พันธุ์ วงษ์สุวรรณ ก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่พา "ฮัลโหล" เข้าป้ายแชมป์โปรลีก ในปี 2006

 

"ผมมาใช้ชีวิตอยู่นี่ 5 ปี ปีแรกก็เล่นรุ่นที่เล่นสนามเทพหัสดินที่จะมีตลกเล่นตอนพักครึ่ง เข้ามาผลงานก็ถือว่าโอเค จากเด็กบ้านนอกเข้ามาก็ยิงประตูได้เลย ผลงานดีในระดับหนึ่งครับทาง ม.กรุงเทพ ที่ปีนั้นไปถึงแชมป์ เขาก็ติดต่อผมมา แต่ผมก็ตัดสินใจว่าไม่ไป อยู่กับน้าก๊อก แล้วเราก็ได้แชมป์ โปรลีก ก็ประสบความสำเร็จครับ ชีวิตผมก็ดีขึ้นรายได้ตอนนั้นจำได้ว่าเดือนละ 8,000 ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลย บวกกับโบนัสเงินรางวัลที่ทำให้เรามีเงินก้อนขึ้นมาเลย"

 

 

สู่การสวมหมวกทีมชาติ

 

ผลงานที่ยอดเยี่ยมของ ภูวดล แสนกล้า ที่ครบเครื่องตามแบบฉบับกองหน้าพึ่งมี และทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง ก็เปิดโอกาสเขาสู่รั้วทีมชาติไทยได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามด้วยความที่ช่วงชีวิตค้าแข้งเขาที่ไม่แตกต่างจากพลุที่สว่างวาบขึ้นไปบนท้องฟ้า ก็หายวับไปกับตาด้วยเวลาอันสั้น เมื่อความหลงระเริงเข้าครอบงำ เงินทองที่หามาได้โดยง่าย ทำให้เขาทำสิ่งโง่เง่าจนทำให้ประตูที่เคยเปิดต้อนรับเขาไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย

 

“น้าก๊อกพอขาเห็นแวว เขาก็ให้ผมไปคัดทีมชาติ ทีมชาติเขาก็เรียกไป ซึ่งก่อนหน้านั้นทางน้าก๊อกก็เคยเรียกมาเตือนสติแล้ว ตอนนั้นก็อยู่กับทีโอทีอยู่ สุดท้ายพอเข้าไปเก็บตัว แล้วมันก็เป็นปัญหาส่วนตัวอีกนั่นแหละ เข้าไปเราก็อยู่ไม่ได้ เราก็มีปัญหาข้างนอกสนาม เราก็ไปดื่มแล้วก็อยู่แคมป์ทีมชาติ เข้าไปเราก็ทำตัวไม่ดีก็พลาดเอง จากนั้นก็ใช้เวลาหลายปีจากครั้งแรกที่เราติดไป ประมาณ 6-7 ปีทีมชาติก็เรียกตัวเราไปอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ในระยะเวลานั้นเราก็ยิงต่อเนื่อง และเป็นท็อป 5 ดาวซัลโวตลอด แต่ทีมชาติก็ไม่เรียกไป ก็ถือเป็นความผิดพลาดของตัวเราเองด้วย เราก็ทำตัวเราเอง เลือกที่จะไปทางนั้น ก็ยังเป็นบทเรียนที่เราจดจำจนวันตาย”

 

 

ชีวิตที่เกือบพังเพราะพิษสุรา

 

อย่างไรก็ตามชื่อของเขายังหอมหวลพอให้ “มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน ในเวลานั้นลองของอ้าแขนรับ กองหน้ารายนี้ไปร่วมทีมด้วยการทุ่มค่าเหนื่อยระดับมหาศาลให้ อย่างไรก็ตามเดิมพันครั้งนั้นเป็นความเสียหายหนักของสโมสรเจ้าบุญทุ่ม เช่นกันกับตัว “ดัมมี่” เองที่แทบจะหลุดจากเส้นทางลูกหนังไปตลอดกาล

 

“ตอนนั้นย้ายไปอยู่บีอีซี เทโร ซึ่งเป็นทีมมหาอำนาจในยุคนั้น ที่ใครๆ ก็อยากไปค้าแข้ง ยิ่งทำให้ผมมีชีวิตที่หรูหรา และติดแสงสีมากขึ้น ด้วยความที่เงินมันมาง่าย ผมจำได้ดีครับ ชีวิตที่นั่นผมดื่มอย่างเดียว แทบไม่ได้ซ้อมเลย ดื่มหนักมาก หนักมากจนหลอนจนเบลอ ขนาดที่ว่าจะจับส่งผมเข้าโรงพยาบาลกันเลย”

 

“ผมก็รู้ตัวว่าผมจะมาเอาเงินเดือนเขาแล้วทำแบบนี้ไม่ได้ ผมก็บอกทางผู้บริหารเทโรฯ ว่าผมไม่เอาเงินเดือนนะ ผมจะกลับบ้านแล้ว แล้วก็กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ช่วงที่กลับบ้านผมยังมีสัญญากับบีอีซี เทโร อยู่ ผมใช้เวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวอยู่ราว 2-3 เดือน ช่วงนั้นทางทีมก็มีการเปลี่ยนผู้ฝึกสอน และอยากให้เรากลับมาช่วยในนัดชิงฟุตบอลถ้วยเมื่อปี 2009 แต่ผมตัดสินใจไม่กลับไป ที่ผมไม่กลับไปเพราะตอนนั้นผมคิดว่าผมจะเลิกเล่น ก็คิดว่าจะไม่ไปในเส้นทางนี้แล้ว จะหยุดแล้วจะพอแล้ว และเราก็ไม่มีสภาพที่จะไปเตะฟุตบอลได้เลยในตอนนั้น ซึ่งสุดท้ายทีมก็พลาดแชมป์”

 

 

คำขอร้องจากครอบครัวที่ปลุก ภูวดล สู่สังเวียนอีกครั้ง

 

Cr.Dummie Phuwadol Suwannachat

 

ช่วงชีวิตที่ห่างจากสนามฟุตบอล “ดัมมี่” กลับไปอยู่บ้านเกิดที่ อ.กันทรลักษ์ กลับไปเริ่มต้นใหม่ทุกสิ่งอย่าง ก็ได้คุณแม่ที่คอยพูดเตือนสติ พร้อมกับคำร้องขอเพียงอย่างเดียวที่ฉุดให้ลูกชายกลับมาเดินบนเส้นทางลูกหนังอีกครั้ง

 

“แม่พาผมกลับไปอยู่บ้าน พอทำนั่นทำนี่ แล้วแม่ก็บอกว่าอยู่บ้านเรามันไม่สบายเหมือนเป็นนักฟุตบอลนะ ต้องทำไร่ทำนา อยู่อย่างนี้มันไม่มีเงินเดือน แล้วจะอยู่อย่างไร แม่ก็บอกว่าลองคิดดูดีๆ ก็ผมไม่เคยใช้ชีวิตอยู่บ้านเลย ตั้งแต่ ม.4 ผมก็เริ่มออกจากบ้านเลย แล้วแม่ก็ขอให้ผมเลิกเหล้า ก็ไปสาบานเลิกเหล้าเลย 5 ปี ตอนนั้นผมอายุ 26-27 ปี ผมก็ทำได้ เลิกได้ 7 ปีเลย หลังจากเลิกดื่มเจอแฟนที่ชัยนาท แล้วก็มีครอบครัว ร่างกายก็ดีขึ้นก็เต็มที่กับฟุตบอลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็แตกต่างกับตอนที่เราดื่มไปมาก ก็กลับเข้าสู่เส้นทางที่มันควรจะเป็นอีกครั้ง”

 

 

ภูวดล คนใหม่ในวันที่ต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าเป็นเท่าตัว

 

ชัดเจนว่าช่วงชีวิตที่เหลวแหลก และแทบจะไม่ได้เตะฟุตบอลจริงจังเลยตลอดปี กลับมาหนนี้เขาต้องพยายามขึ้นกว่าเดิมยิ่งกว่าเมื่อเข้ากรุงเทพฯ ใหม่ๆ เมื่อภาพลักษณ์ของเขาถูกฉาบด้วยความเป็นแบดบอยวงการ ที่ไม่ค่อยกล้าจะมีสโมสรฯ ลองของลงทุนด้วยนัก

 

“แม้เราจะหายไปนาน แต่ก็ยังมั่นใจในฝีเท้าตัวเองอยู่ครับ ก็อยากคืนไทยลีกเลย ก็ได้มีโอกาสไปร่วมฝึกซ้อมกับ ทีโอที แคท เอฟซี ในเวลานั้น ตอนนั้น พี่ต้อม (ณรงค์ สุวรรณโชติ) แกทำอยู่ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีเหมือนไม่มีปัญหาอะไร จนก่อนเริ่มแข่ง 1 อาทิตย์ เขาก็แจ้งว่าเราไม่อยู่ในแผน แต่ก็โชคดีที่ทาง เมืองกาญจน์ เอฟซี ทีมในลีกภูมิภาคที่มีผู้ใหญ่ที่รู้จักกันให้โอกาสไปเซ็นสัญญาด้วย แต่อยู่ที่เมืองกาญจน์ ไม่นานครับ ทาง นครปฐม เอฟซี ที่อยู่ดิวิชั่น 1 ก็ติดต่อเข้ามาเราก็ตัดสินใจไปยกเลิกสัญญากับทางเมืองกาญจน์ แล้วมาเล่นกับนครปฐม”

 

ทว่าสุดท้ายการร่วมงานกับ “หมูป่าเขี้ยวตัน” ก็กินเวลาแค่สั้นๆ แต่ก็เพียงพอให้ “ดัมมี่” กลับมาอยู่ในสารบบของศูนย์หน้าไทยที่ต้องจับตาอีกครั้ง

 

 

สร้างตำนานกับ “นกใหญ่พิฆาต”

 

Cr. Chainat Hornbill Football Club

 

ฤดูกาล 2011 ชัยนาท เอฟซี เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกพระรอง แน่นอนว่าพวกเขาจำเป็นต้องหาอาวุธหนักเพื่อต่อกรกับเสือ สิงห์ กระทิง แรด และ ภูวดล ที่ตอนนี้เปลี่ยนนามสกุล เป็น สุวรรณชาติ ก็คือหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่ อิสสระ ศรีทะโร กุนซือหนุ่มที่เพิ่งโดดมาคุมทีมเสริมเข้ามาสู่ทีมร่วมกับบรรดาแข้งดีกรีไทยลีก อย่าง ณรงค์ชัย วชิรบาล, รัชพล นาวันโน, คัพฟ้า บุญมาตุ่น และไมเคิ่ล เบิร์น

 

นี่คือปีที่ ภูวดล ร่ายฟอร์มได้ร้อนแรงที่สุดในอาชีพค้าแข้ง เขากด 21 ประตูถ้วนมีส่วนร่วมพา “นกใหญ่พิฆาต” เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก ในปีเดียว โดยสถิติดังกล่าวแม้จะผ่านมาร่วม 10 ปีแต่ก็ยังไม่มีใครที่หิ้วสตั๊ดมาค้าแข้งที่นี่ทำลายได้เลย ตลอด 3 ปีเขาก้าวเข้าไปในหัวใจของแฟนบอลชัยนาทได้เต็ม 4 ห้องหัวใจ อย่างไรก็ตาม เสือก็ย่อมเป็นเสือปลายทางที่สโมสรฯ ที่เขาประสบความสำเร็จกลับไม่เป็นที่น่าจดจำนัก เมื่อภูวดล ถูกขายทิ้งให้ ราชบุรี มิตรผล ทีมร่วมลีกในที่สุด

 

 

จอมพเนจรที่ยังคงไม่ทิ้งคราบดาวยิง

 

 

Cr.Watbot City

 

“ดัมมี่” ย้ายมาร่วมทีม “ราชันมังกร” ด้วยความคาดหวังที่จะเข้ามาเป็นกองหน้าตัวความหวัง อย่างไรก็ตามผลงานไม่เป็นที่น่าประทับใจนัก แต่ก็ยังมีประตูที่สวยงามตราตรึงให้ได้พูดถึงกันอยู่ทุกวันนี้เช่นกัน จากนั้นกองหน้ารายนี้ออกเดินทางเก็บประสบการณ์ลูกหนังไปทั่ว ไล่ตั้งแต่ เชียงใหม่ เอฟซี, ศรีสะเกษ เอฟซี, กระบี่ เอฟซี, สมุทรสงคราม เอฟซี, อยุธยา ยูไนเต็ด, อุบลราชธานี เอฟซี ก่อนที่ปีนี้จะเล่นกับ ชัยนาท ยูไนเต็ด และล่าสุดกับ วัดโบสถ์ ซิตี้ ทีมน้องใหม่ไทยลีก 4 โซนเหนือ ที่กำลังลุ้นทำอันดับไปลุย ชปล. อยู่ในเวลานี้

 

“ผมหาสักทีมที่สร้างความสุขให้ผมกับบั้นปลายชีวิตค้าแข้ง มีแฟนบอลที่พร้อมสนับสนุน มีการบริหารจัดการที่มั่นคง ซึ่งวัดโบสถ์มีทุกอย่างที่กล่าวมา ซึ่งเรื่องราวกับทีมนี้จะเป็นอีกหน้าบันทึกของผมหลังแขวนสตั๊ดไปแล้วของผม”

 

“ประสบการณ์ 19 ปีกับ 13 สโมสรฯ ผมการันตีได้เลยถ้าผมลงสนามผมพร้อมนำประสบการณ์ที่มีช่วยทีมเก็บชัยชนะได้ ผมอายุมากแล้ว แต่ผมยังมีความกระหายเต็มเปี่ยม ผมเกลียดความพ่ายแพ้ และยังอยากทำประตูคู่แข่งอยู่เสมอ กับวัดโบสถ์ ผมหวังไว้ว่าจะทำให้ได้สัก 10 ประตู ช่วยทีมไปถึงรอบ ชปล. และหวังไปถึงการเลื่อนชั้นนั่นคือเป้าหมายของทุกคนในทีมนี้”

 

นี่คือบทสัมภาษณ์แรกสุดของ “ดัมมี่” ภูวดล สุวรรณชาติ กับชีวิตค้าแข้งในบ้านหลังล่าสุด ที่แม้อายุอานามเข้าสู่ปลายทางค้าแข้งแล้ว แต่ไฟในการค้าแข้งยังลุกโชนเต็มเปี่ยม

 

“ตอนนี้ยังไม่ได้มองยังไม่ได้คิดเป้าหมายหลังแขวนสตั๊ดไว้เลยครับ เพราะผมยังไม่คิดจะเลิกเล่น ผมจะเล่นไปให้นานที่สุดให้มากที่สุด เล่นไม่ใช่ขอแค่เล่น แต่ต้องเล่นให้ดีเล่นให้ได้ด้วย”

 

 

ตลอดชีวิตค้าแข้งของ “ดัมมี่” ที่เปรียบได้ดั่งแมว 9 ชีวิต ที่มีช่วงชีวิตทั้งขึ้นสูง และลงต่ำ และสร้างวีรกรรมเอาไว้มากมาย แต่สุดท้ายเขาก็ยังยืนหยัดมาได้อย่างยาวนาน และผลงานการยิงประตูในทุกสโมสร ทุกลีกที่ผ่านมาร่วม 100 ประตูก็พอตอกย้ำว่านี่คืออีกหนึ่งดาวยิงที่เคยสร้างความครั้นคร้ามให้กับลูกหนังไทยมาแล้ว