ศึกชิงแชมป์เอเชีย ยู-23 ได้ข้อสรุป 4 สนามแข่ง รอบลึกใช้แถบ กทม. เชื่อราชมังคลากีฬาสถานปรับเสร็จทันใช้งาน

 

วันที่ 13 สิงหาคม 2562 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 1 ที่ทำการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ สมาคมฯจัดการประชุมเพื่อหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่สมาคมฯฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่ออัพเดตความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่ประเทศจะเป็นเจ้าภาพที่ช่วงเดือนมกราคม 2563

 

การประชุมครั้งนี้ นำโดย พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย คุณลัขณานันท์ ลักษมีธนานันต์ อุปนายกสมาคมฯฝ่ายบัญชีและการเงิน,คุณพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการสมาคมฯ ฝ่ายประสานงานต่างประเทศ, มร. เบนจามิน ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและตรวจสอบใบอนุญาตสโมสร,เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการแข่งขันสมาคมฯ,เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศสมาคมฯ,เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินสมาคมฯและตัวแทนจากบริษัท แพลนบี มีเดีย จำกัดมหาชน

เนื้อหาในการประชุมเน้นไปที่การวางงบประมาณในการจัดการแข่งขันด้านต่างๆ ดังนี้

-สำนักเลขาธิการ

-ฝ่ายสนามแข่งขัน และสนามฝึกซ้อม

-ฝ่ายจัดการแข่งขัน

-ฝ่ายผู้ตัดสิน

-ฝ่ายเทคนิค

-ฝ่ายงบประมาณ การเงิน และสิทธิประโยชน์

-ฝ่ายต้อนรับ ที่พัก ค่าอาหาร และขนส่ง

-ฝ่ายประชาสัมพันธ์

-ฝ่ายการแพทย์และอนามัย

-ฝ่ายรักษาความปลอดภัย

 

ภายหลังการประชุม คุณพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการสมาคมฯ ฝ่ายประสานงานต่างประเทศ กล่าวว่า "วันนี้เป็นการพูดคุยเรื่องความคืบหน้าของการเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่เราเป็นเจ้าภาพ เราได้สรุปค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเรื่องของสนาม จำนวนคนที่ต้องใช้ วันเวลาต่างๆ เช่นในช่วงเดือนหน้า วันที่ 27 กันยายน 2562 เป็นวันจับสลากของการแข่งขันรายการดังกล่าว ก็ได้มีการเตรียมการไว้ ยืนยันเรื่องของโรงแรมต่างๆ เรื่องของสนามซ้อม และความคืบหน้าของการปรับปรุงสนาม"

 

"ในฝั่งของเราได้บทสรุปแล้ว เป็น 4 สนาม ที่เป็นข่าว คือยืนยันที่ ราชมังคลากีฬาสถาน,สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี,สนามกีฬาติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา และสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต 4 สนามนี้จะเป็นสนามหลัก ณ ปัจจุบัน จนมีการตรวจครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมว่ามีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจและมีความเป็นไปได้ที่จะแล้วเสร็จทันในช่วงเดือนธันวาคม ทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น แต่ว่าหากมีความเสี่ยงที่จะปรับปรุงไม่ทันตามเงื่อนไขอันนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

 

"ณ ปัจจุบันที่เราเตรียมไว้ให้กับทาง สมาพันธ์ฟุตบอลเเห่งเอเชีย หรือ เอเอฟซี สำหรับนัดชิงชนะเลิศ คือ ราชมังคลากีฬาสถาน การบริหารจัดการจบทุกอย่างที่เราเตรียมไว้ในรอบลึกๆ จะจบที่ กรุงเทพมหานคร เท่าที่สอบถามทางการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ มีการเปิดประมูลและมีการจัดจ้าง ยังอยู่ในกรอบที่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด เรื่องของแผนงานการปฏิบัติจริงช่วงเดือนตุลาคม "

 

"กรณีที่ไม่ทันจริงๆ เรามีสนามสำรองเอาไว้ อย่างที่แจ้งให้ทราบข้อแรกมีความเสี่ยงที่จะไม่พร้อมเราจะมีสนามสำรองไว้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสนามของไทยลีก 1 เพียงแต่ว่ามันมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไฟส่องสว่างที่บางสนามยังมีมาตรฐานไม่ถึงที่เอเอฟซี กำหนดมา เรื่องของห้องแต่งตัวที่ต้องมีมากกว่า 2 ห้อง นั้นคือ 4 ห้อง เราก็ต้องรีบจัดการให้ในส่วนนี้"